videoeditorprogram-stars

ประสบการณ์กว่า 15 ปีในวงการตัดต่อวิดีโอ

Finishing คืออะไร?

Kristian Ole Rørbye

โดย Kristian Ole Rørbye

อัตรา

ในกระบวนการผลิตวิดีโอและภาพยนตร์ คำว่า “Finishing” หมายถึงขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตที่เน้นไปที่การปรับแต่งให้ชิ้นงานมีคุณภาพสูงสุดและดูสมบูรณ์แบบที่สุด การทำ Finishing นั้นครอบคลุมกระบวนการต่างๆ ตั้งแต่การแก้ไขสี (Color Correction) การปรับระดับเสียง (Sound Mixing) ไปจนถึงการใส่เอฟเฟกต์พิเศษ (Visual Effects) และการส่งออกไฟล์ (Exporting) สำหรับการใช้งานที่หลากหลาย โดยในภาษาไทย “Finishing” สามารถแปลว่า “การเก็บงานขั้นสุดท้าย” หรือใช้ทับศัพท์ได้เลยว่า “ฟินิชชิ่ง” เนื่องจากเป็นคำที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในวงการนี้

ขั้นตอนในกระบวนการ Finishing

การทำ Finishing ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การตรวจสอบรายละเอียดขั้นสุดท้ายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำขั้นตอนที่สำคัญทั้งหมดมาใช้เพื่อให้ผลงานวิดีโอหรือภาพยนตร์ออกมาสมบูรณ์แบบ โดยแบ่งเป็นหัวข้อหลัก ๆ ได้ดังนี้:

  1. การปรับแก้สี (Color Correction และ Color Grading)
    • การปรับแก้สีในขั้นตอนของ Finishing มีจุดประสงค์หลักเพื่อให้ภาพดูสวยงามและสื่อความรู้สึกได้อย่างเต็มที่ โดยในบางกรณีการปรับสีอาจทำให้ภาพมีอารมณ์หรือบรรยากาศที่เหมาะสมกับเนื้อหาของวิดีโอ การแก้ไขสีเบื้องต้นจะเป็นการทำให้สีในภาพสม่ำเสมอกัน ในขณะที่ Color Grading จะเน้นไปที่การสร้างสรรค์บรรยากาศผ่านโทนสี เช่น การทำให้ภาพดูอบอุ่น เยือกเย็น หรือดูเร้าใจมากขึ้น
    • กระบวนการนี้สำคัญมากใน Finishing เพราะมันช่วยสร้างความประทับใจแรกและกำหนดโทนของวิดีโอทั้งหมด
  2. การผสมเสียง (Sound Mixing) และการใส่เอฟเฟกต์เสียง (Sound Design)
    • การปรับแต่งเสียงเพื่อให้การสื่อสารภายในวิดีโอชัดเจนและน่าฟัง เป็นส่วนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เสียงเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์การรับชมได้มาก การผสมเสียงจะช่วยให้บทสนทนา เสียงเอฟเฟกต์ และเสียงพื้นหลังผสมผสานกันอย่างลงตัว
    • Sound Design ยังรวมถึงการใส่เสียงพิเศษต่าง ๆ เช่น เสียงบรรยากาศ เสียงระเบิด เสียงน้ำ หรือเสียงอื่น ๆ ที่ทำให้วิดีโอดูน่าสนใจและมีมิติยิ่งขึ้น
  3. การใส่เอฟเฟกต์พิเศษ (Visual Effects)
    • สำหรับงานที่ต้องการความซับซ้อนหรือมีการสร้างสรรค์ฉากที่ไม่สามารถถ่ายทำได้จริง การใส่เอฟเฟกต์พิเศษ (VFX) เป็นส่วนที่ทำให้วิดีโอหรือภาพยนตร์ดูน่าตื่นเต้นและสมจริงขึ้น งาน Finishing จะรวมถึงการใส่เอฟเฟกต์เหล่านี้ให้เข้ากับชิ้นงานให้ดูเนียนและสอดคล้องกับภาพรวมของวิดีโอ
    • นอกจากนั้น ยังมีการเพิ่มกราฟิกต่าง ๆ เช่น โลโก้ ข้อความประกอบ หรือภาพประกอบ เพื่อให้เนื้อหาดูสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
  4. การตัดต่อสุดท้าย (Final Cut)
    • ขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบและแก้ไขวิดีโอครั้งสุดท้าย โดยจะเป็นการรวมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ภาพ เสียง และเอฟเฟกต์ต่าง ๆ ในลำดับที่ถูกต้อง การตัดต่อสุดท้ายจะตรวจสอบว่าไม่มีข้อผิดพลาดในการสื่อสารหรือเนื้อหา และทุกอย่างต้องสอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์แบบ
    • นี่คือจุดที่ผู้สร้างงานสามารถมองเห็นภาพรวมทั้งหมดของผลงาน และทำการแก้ไขเพิ่มเติมหากจำเป็น
  5. การส่งออกไฟล์ (Exporting)
    • เมื่อทุกอย่างถูกต้องตามที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายในการทำ Finishing คือการส่งออกไฟล์เพื่อใช้งาน ซึ่งอาจเป็นการส่งออกในรูปแบบที่เหมาะสมกับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น การอัปโหลดลง YouTube, การออกอากาศทางทีวี หรือการใช้ในงานนำเสนอ
    • นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบว่าคุณภาพของไฟล์ไม่ลดลงระหว่างการส่งออก และสอดคล้องกับความต้องการด้านเทคนิคของผู้ใช้งาน เช่น ความละเอียด ความคมชัด และรูปแบบไฟล์ที่เหมาะสม

ความสำคัญของ Finishing ในกระบวนการผลิต

การทำ Finishing ไม่ได้เป็นแค่ขั้นตอนสุดท้ายก่อนที่จะนำผลงานไปใช้งานจริง แต่เป็นกระบวนการที่ช่วยยกระดับคุณภาพของวิดีโอให้ดูมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งในวงการภาพยนตร์หรือวิดีโอระดับสูง การข้ามขั้นตอนนี้ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะมันสามารถทำให้ผลงานดูไม่สมบูรณ์หรือไม่เหมาะสมต่อการเผยแพร่

การทำ Finishing ที่ดีจะทำให้ผลงานดูเรียบร้อย สวยงาม และมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านของภาพ เสียง และการสื่อสารเนื้อหาอย่างชัดเจน นี่จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ทุกคนในวงการควรให้ความสำคัญเพื่อให้ผลงานมีคุณภาพสูงสุด

เทคโนโลยีและโปรแกรมที่ใช้ใน Finishing

การทำ Finishing ในยุคปัจจุบันนี้ได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีที่ทันสมัยและโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูง เช่น:

  • DaVinci Resolve: เป็นหนึ่งในโปรแกรมที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในการปรับแก้สี และเป็นเครื่องมือสำคัญในขั้นตอน Finishing เนื่องจากมีฟังก์ชันที่หลากหลาย ทั้งการตัดต่อ แก้ไขสี และใส่เอฟเฟกต์พิเศษ
  • Adobe Premiere Pro และ Final Cut Pro: โปรแกรมเหล่านี้เป็นที่นิยมในการทำ Finishing สำหรับการตัดต่อวิดีโอ โดยมีฟังก์ชันการปรับแต่งเสียงและเอฟเฟกต์ที่ครบครัน
  • Pro Tools: สำหรับการปรับแต่งเสียง Pro Tools เป็นโปรแกรมที่นิยมใช้ในกระบวนการผสมเสียงและการออกแบบเสียง เนื่องจากมีฟังก์ชันที่สามารถสร้างเสียงที่ละเอียดและชัดเจนได้เป็นอย่างดี